3 อาการระบบขับถ่ายที่คุณแม่กังวล

ระบบขับถ่ายของลูกเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณแม่ทุกท่านควรใส่ใจค่ะ เพราะหากระบบขับถ่ายของลูกมีปัญหาย่อมส่งผลให้ลูกไม่สบายตัว และอาจร้องให้ งอแง จนอาจเจ็บป่วยรุนแรงได้ในที่สุด

 

3 อาการที่เป็นปัญหาในระบบขับถ่ายของลูก

คือ อาการท้องผูก อาการท้องเสีย และอาการท้องอืด

1. อาการท้องผูก

เป็นปัญหาที่พบบ่อย ราว 5-10% ของเด็ก แม้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่จะไม่ใช่โรคทางกายที่ร้ายแรง แต่ก็สร้างความไม่สบายตัวให้กับลูกน้อยเป็นอย่างมาก

ลักษณะที่บ่งบอกว่าท้องผูก

สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกท้องผูก คือ การถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์ หรืออาจถ่ายทุกวันแต่ต้องเบ่งมาก และอุจจาระแข็งเป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายลูกกระสุนปืนอัดลม หรือก้อนใหญ่ ๆ ที่ทำให้มีอาการเจ็บปวดมากเวลาเบ่งถ่าย หรือบางครั้งอาจมีเลือดติดออกมาด้วยเพราะรูทวารฉีกขาด ส่วนเด็กทารกปกติช่วงอายุ 1 - 3 เดือนที่กินนมแม่บางคนอาจถ่ายอุจจาระห่างทุก 3 - 7 วัน โดยที่ยังกินนมดีร่าเริงน้ำหนักขึ้นตามปกติและไม่อาเจียน แม้ว่าจะถ่ายน้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่เด็กกลุ่มนี้ไม่นับว่ามีอาการท้องผูกค่ะ

สาเหตุของอาการท้องผูก

  • เด็กที่เปลี่ยนจากดื่มนมแม่หรือนมผงดัดแปลงมาเป็นนมวัวธรรมดาอาจเกิดท้องผูกได้ เพราะนมวัวมีอัตราส่วนของโปรตีนต่อคาร์โบไฮเดรตสูงกว่านมแม่ค่ะ
  • เด็กที่ดื่มน้ำน้อย หรือเสียน้ำมากจากอากาศร้อน หรือเป็นไข้ ก็จะทำให้อุจจาระแข็ง
  • เด็กห่วงเล่นและกลั้นอุจจาระเป็นนิสัย ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยในช่วงวัยอนุบาลค่ะ
  • เด็กที่ถูกฝึกให้ขับถ่ายเร็วเกินไป ทั้งที่ยังไม่พร้อมที่จะขับถ่ายเอง
  • เด็กที่ไม่ชอบกินผักและผลไม้

การป้องกันและการดูแลเบื้องต้น

  • ป้องกันโดยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิด – 6 เดือนเป็นอย่างน้อย จากนั้นอาจเริ่มให้เพิ่ม ผัก ผลไม้เสริม และเมื่อลูกมีอายุ 1 ปีขึ้นไป ควรดูแลให้ลูกเริ่มทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพิ่มผัก ผลไม้มากขึ้น ให้ดื่ม นมจากแก้ววันละ 16 ออนซ์ ก็เพียงพอแล้ว
  • อย่าบังคับให้ลูกนั่งกระโถนก่อนเวลาอันควร ควรเริ่มหัดเมื่ออายุ18 เดือนขึ้นไป โดยฝึกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา ถ้าลูกไม่ถ่ายอย่าให้นั่งนานเกินไปจะเกิดการต่อต้านการนั่งกระโถนและกลั้นอุจจาระซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาท้องผูกตามมา
  • ให้ลูกออกกำลังกายเพื่อให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น
  • การใช้ยาระบาย ควรปรึกษาคุณหมอก่อนว่าจะใช้ยาชนิดใดดี และควรใช้อย่างไรจึงจะปลอดภัยต่อลูก อย่าซื้อยาสวนหรือยาระบายมาใช้เอง เพราะการรักษาไม่ถูกต้องจะทำให้อาการยิ่งแย่ลงนะคะ

 

2. ท้องเสีย (ท้องร่วง หรืออุจจาระร่วง หรือลำไส้อักเสบ)

อีกหนึ่งอาการของระบบขับถ่ายในลูกน้อยคือ อาการท้องเสีย ซึ่งลำไส้ของเด็กอายุ 1 - 2 ปีแรก จะไวต่อการติดเชื้อมาก จึงเกิดอาการท้องเสียได้ง่ายเลยค่ะ

ลักษณะอาการท้องเสีย

อาการท้องเสียคือ ถ่ายอุจจาระบ่อยกว่าปกติมาก โดยอาจถ่ายเป็นน้ำถ่ายมีมูก หรือมูกปนเลือด อาจจะมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้สูง อาเจียน ปวดท้อง ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยกระสับกระส่าย ตาโบ๋ ปากแห้ง และหายใจเร็ว โดยหากลูกน้อยถ้ามีอาการแบบนี้ต้องรีบไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุดนะคะ เพราะแสดงว่าลูกน้อยมีอาการขาดน้ำมากแล้ว และเป็นอันตรายอย่างมากค่ะ

สาเหตุของอาการท้องเสีย

อาการท้องเสียในเด็กมักเกิดจากการติดเชื้อ ได้แก่ เชื้อไวรัสต่าง ๆ แต่ที่พบบ่อยคือ เชื้อไวรัสโรต้า (Rotavirus) ซึ่งมักจะเกิดกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น จึงมักจะมีการหยิบจับสิ่งของ ของเล่น เข้าปาก อันเป็นช่องทางที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อไวรัสโรต้าได้ ส่วนเชื้อแบคทีเรียก็เป็นอีกหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ เช่น เชื้ออีโคไล (E.Coli) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้ท้องเสียบ่อยที่สุด ทำให้ถ่ายอุจจาระเหลว แต่อาการมักไม่รุนแรง เพราะทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีภูมิต้านทานอยู่บ้างแล้ว

วิธีดูแลเมื่อลูกท้องเสีย

  • ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส สูตรขององค์การเภสัชกรรมหรือองค์การอนามัยโลก ให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ในปริมาณที่เท่ากับปริมาณอุจจาระที่ถ่ายออกมาในแต่ละครั้ง เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่
  • หากลูกอายุน้อยกว่า 2 ปี ควรให้ดื่มครั้งละ ¼ - ½ แก้ว โดยใช้ช้อนค่อยๆ ป้อนที่ละ 1 ช้อนชา ทุก 1 - 2 นาที ไม่ควรให้ดูดจากขวดนม เพราะเด็กจะดูดกินอย่างรวดเร็วเนื่องจากกระหายน้ำ ซึ่งจะทำให้ร่างกายดูดซึมไม่ทันและอาจทำให้อาเจียนและถ่ายมาก แต่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรือนมแม่ ควรให้อาหารเหลวบ่อยครั้ง เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด และนมแม่ สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสม อาจผสมนมให้เข้มข้นเหมือนเดิมแต่ลดปริมาณลง และให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่
  • หากลูกอายุมากกว่า 2 ปี ควรให้ดื่มครั้งละ ½ - 1 แก้ว ให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เมื่ออาการดีขึ้นจึงให้หยุดดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ และให้กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย ซึ่งจะทำให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็ว
  • ไม่จำเป็นต้องหยุดนมแม่ เด็กที่กินนมผสมหลังดื่มสารละลายเกลือแร่ 4 - 6 ชั่วโมงแล้วให้กินนมตามปกติ ไม่จำเป็นต้องชงนมเจือจาง แต่ควรให้กินนมในปริมาณที่น้อยลงและถี่กว่าปกติ
  • เด็กอายุมากกว่า 6 เดือนที่เริ่มทานอาหารเสริมแล้ว ควรให้อาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊กแต่ควรเพิ่มจำนวนมื้อให้มากขึ้นอีก 1 - 2 มื้อ งดอาหารย่อยยากโดยเฉพาะอาหารไขมันสูง งดน้ำผลไม้ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพราะอาจจะทำให้ถ่ายบ่อยขึ้น

 

3. ท้องอืด

อีกหนึ่งอาการที่ทำให้ลูกน้อยร้องให้งอแง คือ อาการท้องอืดท้องเฟ้อซึ่งเกิดจากการที่ลูกมีลมในท้องมากเกินไปนั่นเองค่ะ

วิธีดูแลเมื่อลูกท้องอืด

  • อุ้มไล่ลมควรอุ้มลูกแนบอกให้คางเกยที่ไหล่แล้วลูบหลังเบา ๆ ซัก 10 - 20 นาทีหรือจับนั่งในท่านั่ง แล้วลูบหลัง เพื่อให้ลูกเรอ หลังจากที่ลูกดูดนมเสร็จแล้ว เป็นวิธีช่วยไล่ลมได้ดีวิธีหนึ่ง
  • นวดท้องให้ลูก โดยให้ลูกนอนหงาย แล้ววางมือคุณแม่เพื่อหาจุดกึ่งกลางของช่องท้อง วางฝ่ามือทั้ง 2 ข้างเหนือจุดกึ่งกลางท้อง แล้วหมุนมือวนตามเข็มนาฬิกาประมาณ 2 - 3 ครั้งเพื่อช่วยให้ระบบหมุนเวียนของลำไส้ดีขึ้น
  • ใช้มหาหิงคุ์ยาตำรับโบราณทาท้องไล่ลม
  • ปรึกษาแพทย์ หากลูกก็ยังมีอาการท้องอืดไม่สบายตัวอยู่ ไม่ควรใช้ยาแก้ท้องอืดด้วยตัวเองนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก :

  • บทความเรื่อง อาการท้องผูกในเด็ก เว็บไซต์โรงพยาบาลเด็ก http://dlibrary.childrenhospital.go.th/bitstream/handle/6623548333/385/qsnich-ph-Constipation.pdf?sequence=4
  • บทความเรื่อง ลูกท้องเสีย...ถ่ายมากผิดปกติ เว็บไซต์หมอชาวบ้าน http://www.doctor.or.th
  • บทความเรื่อง “ไวรัสโรต้า” ตัวการทำให้เกิดโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก โรงพยาบาลศิริราช http://www.siphhospital.com
  • บทความเรื่องท้องเสีย เว็บไซต์ http://haamor.com/th

Recent Post

1-copy2-copy3-copy4-copy5-copy6-copy