โปรไบโอติก เทรนด์ใหม่ของการรักษาท้องผูก

ท้องผูกน่ากลัวกว่าที่คุณคิด

ปัจจุบันคนไทยมีอาการท้องผูกและป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่กันมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภค รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยและดื่มน้ำน้อยมาก ซึ่งอาการท้องผูกคือการทีอุจาระรวมตัวกันแน่นแข็งอยู่ในลำไส้ใหญ่ และอยูู่ในลำไส้เป็นเวลานาน ทำให้ขับถ่ายลำบากและเพิ่มอัตรการสะสมสารพิษในร่างกาย ทั้งนี้ โดยปกติลำไส้ใหญ่จะมีการบีบตัวประมาณ 4 - 6 รอบต่อวัน มักพบในช่วงเช้าหรือหลังรับประทานอาหาร ซึ่งคนที่มีอาการท้องผูกมักมีการบีบตัวของลำไส้ใหญ่น้อยกว่านี้ และถ้าอุจจาระอยู่ในลำไส้ใหญ่นานมากกว่า 12 ชั่วโมง ก็จะเกิดอาการบูดเน่าของอาหาร และเริ่มเกิดสารพิษขึ้นในร่างกาย รวมทั้งสารก่อภูมิแพ้ และสารก่อมะเร็ง ซึ่งเมื่อร่างกายดูดซึมน้ำเข้าร่างกาย สารพิษต่าง ๆ ก็จะถูกดูดซึมเข้าร่างกายด้วย เข้าสู่กระแสเลือดและหมุนเวียนอยู่ในร่างกาย ผลคือทำให้เกิดอาการตามมาดังนี้ – เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ต่ำ ๆ  – ความจำไม่ดี นอนไม่หลับ ซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย  – ปวดศีรษะ มึน เวียนศีรษะ  – กลิ่นปากเหม็นที่ไม่ได้เกิดจากโรคในช่องปาก และกลิ่นตัวแรง  – ผิวพรรณหม่นหมอง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง ผื่นคันตามตัว เป็นลมพิษง่าย เป็นสิวเรื้อรัง  – ภูมิแพ้ หอบหืด  – การสะสมของเสียในลำไส้ใหญ่นาน ๆ จะขัดขวางการดูดซึมเกลือแร่และวิตามินเข้าสู่ร่างกาย  – โรคริดสีดวงทวาร และมะเร็งลำไส้

 

pic1

 

ยาระบาย ไม่ใช่คำตอบที่ดีของการแก้ท้องผูก

ยาระบายที่นิยมซื้อใช้กันส่วนใหญ่ในบ้านเรา เป็นยากลุ่มกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ (stimulant laxatives) ขนาดการใช้ยาระบายกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการท้องผูก และการตอบสนองของผู้ป่วย และไม่ควรใช้บรรเทาอาการท้องผูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะเมื่อใช้ยาในกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปนาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะลำไส้เคยชินต่อยาระบาย ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และจะดื้อยามากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นส่งผล ลำไส้ทำงานไม่ปกติยากต่อการแก้ไข นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะปวดท้อง ระดับเกลือแร่เสียสมดุล ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะได้อีกด้วย

 

ax4c3w5d

 

โปรไบโอติกกับการรักษาท้องผูก

โปรไบโอติก มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมานานแล้วในต่างประเทศ ซึ่งโปรไบโอติกที่มีการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์สุขภาพทั่วไปมี 2 กลุ่ม ได้แก่ เชื้อกลุ่มแลคโตบาซิลลัส และกลุ่มบิฟิโดแบคทีเรีย ซึ่งปัจจุบันเชื้อในกลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียมีบทบาทมาก เพราะเป็นเชื้อธรรมชาติที่พบอยู่ในลำไส้ของคนเรา โดยเชื้อสายพันธุ์ที่โดดเด่นในกลุ่มนี้คือ เชื้อบิฟิโดแบคทีเรียม ลองกัม (BB536) เชื้อนี้เป็นสายพันธุ์ที่ตรวจแยกได้จากทางเดินอาหารของเด็กทารกที่มีสุขภาพดีที่ขณะยังรับประทานน้ำนมจากแม่ และเป็นโปรไบโอติคสายพันธุ์ที่เป็นที่นิยมที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งผลการวิจัยพบว่า เชื้อบิฟิโดแบคทีเรียม ลองกัม (BB536) สามารถช่วยป้องกันและลดภาวะท้องผูกโดยช้วยปรับปรุงความสามารถในการเคลื่อนไหวของลําไส้ ช่วยเพิ่มความถี่ของการเคลื่อนไหวของลําไส้และเพิ่มความนุ่มของอุจจาระช่วยให้ขับถ่ายได้คล่องขึ้น ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาท้องผูกโดยการปรับสมดุลตามธรรมชาติ และทำให้ระบบขับถ่ายมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

 

การเลือกทานโปรไบโอติกให้ได้ประโยชน์จริง ๆ

แม้ว่าปัจจุบันจะพบว่ามีผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่ามีโปรไบโอติกสายพันธ์ต่าง ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต แต่ก็ใช่ว่า จุลินทรีย์โปรไบโอติกเหล่านั้นจะสามารถสร้างประโยชน์ให้ร่างกายของเราได้ทั้งหมด ดังนั้น การเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์โปรไบโอติกจึงต้องคำนึงถึงคุณสมบัติดังนี้
1) ได้รับการรับรองจากสำนักงานอาหารและยาว่าปลอดภัยที่จะใช้ในมนุษย์
2) มีความคงตัวและทนต่อกรดในกระเพาะอาหารได้ เพราะไม่เช่นนั้นการรับประทานจุลินทรีย์ก็จะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากจุลินทรีย์จะถูกกรดในกระเพาะทำลายจนไม่สามารถผ่านไปถึงลำไส้
3) มีปริมาณจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตในปริมาณที่มากพอที่จะปรับสมดุลย์ในลำไส้ได้
4) ต้องมีพรีไบโอติกหรืออาหารของโปรไบโอติก ซึ่่งจะช่วยเสริมฤทธิ์กับโปรไบโอติก ทำให้เชื้อเจริญเติบโตที่ลำไส้ได้รวดเร็วขึ้น

ในปัจจุบันมีโปรไบโอติกที่มีเชื้อบิฟิโดแบคทีเรียม ลองกัม (BB536) ในปริมาณที่มากเพียงพอพร้อมด้วยพรีไบโอติกบรรจุในแคปซูล ที่ผ่านการผลิตและบรรจุหีบห่อเป็นอย่างดี จึงทำให้เชื้อโปรไบโอติกสามารถไปถึงลำไส้ใหญ่ เพื่อทำหน้าที่ปรับสมดุลระบบขับถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ วางจำหน่ายให้ผู้ที่มีปัญหาท้องผูกและระบบขับถ่ายไช้เป็นทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่าในการดูแลสุขภาพ  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เภสัชกรใกล้บ้าน หรือที่ www.facebook.com/DailyHealthy

 

เรียบเรียงโดย ภก.ศรีศักดิ์ คงเมือง
Reference :
http://www.pleasehealth.com/index.php?option=com_content&view=article&id=375:-2&catid=5:good-health&Itemid=7
http://women.thaiza.com/อันตรายจากการใช้ยาระบายเป็นประจำ/248140/
วารสารสำนักการแพทย์ทางเลือก ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2553
Ogata T, Nakamura T, Anjitsu K, Yaeshima T, Takahashi S, Fukuwatari T, Ishibashi N, Hayasawa H, Fujisawa T, Iino H. Effect of Bifidobacterium longum BB536 administration on the intestinal environment, defecation frequency and fecal characteristics of human volunteers. Biosci Microflora. 1997; 16: 53 – 58.

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก women.mthai.com

Recent Post

 

1-copy2-copy3-copy4-copy5-copy6-copy