ท้องผูกเรื้อรังในทัศนะแพทย์แผนจีน

ผู้ป่วย : "คุณหมอครับ ผมถ่ายอุจจาระลำบากมากครับ ปกติ ๒ - ๓ วันถึงจะถ่ายสักครั้ง ระยะหลังบางครั้ง ๕ - ๖ วัน ถึงจะถ่ายสักครั้ง เวลาถ่ายก็ต้องเบ่งมากเลย คุณหมอช่วยผมหน่อยครับ"
หมอจีน : "อุจจาระแข็งหรือเหลวครับ"

ผู้ป่วย : "แข็งมากครับ"

หมอจีน : "คุณดื่มเหล้า, สูบบุหรี่ หรือเปล่า"

ผู้ป่วย : "ดื่มเหล้าบ้าง แต่ไม่มาก แต่สูบบุหรี่ค่อนข้างมาก"

หมอจีน : "คุณชอบอาหารเผ็ดหรือเปล่า"

ผู้ป่วย : "ผมชอบอาหารเผ็ดมากครับ แต่ไม่ชอบกินผัก"

หมอจีน : "คุณคอแห้งไหม ชอบดื่มน้ำร้อนหรือน้ำเย็น"

ผู้ป่วย : "ผมคอแห้งมากครับ ชอบน้ำเย็นครับ"

หมอจีน : "ปัสสาวะของคุณมีสีอะไร เคยสังเกตดูไหม"

ผู้ป่วย : "สีเหลืองออกเข้ม ทั้งๆที่ผม ดื่มน้ำมากแล้ว สีก็ยังค่อนข้างเข้ม"

หมอจีน : "คุณมีโรคอย่างอื่นอีกหรือเปล่า"

ผู้ป่วย : "ผมเป็นคนมีกลิ่นปากแรง เวลาพูดจะรู้สึกว่ามีกลิ่นเหม็น ๆ ไปหาหมอฟัน ทำฟัน ขูดหินปูนก็แล้ว ยังไม่ค่อยดีขึ้น อีกอย่างหนึ่ง เดือนที่แล้วผมเป็นโรคถุงน้ำดีอักเสบ มีไข้สูง ๓๘ - ๓๙ องศาเซลเซียส บางครั้งถึง ๔๐ องศาเซลเซียส ตอนนี้อาการทุเลาลงแล้วครับ"

หมอจีนดูลิ้นผู้ป่วย จับชีพจร แล้วพูดว่า

หมอจีน : "ลิ้นของคุณแดงมาก ขาดธาตุน้ำ ชีพจรเบาแต่ตึง"

ผู้ป่วย : "หมายความว่าอย่างไรครับ"

หมอจีน : "พื้นฐานของกระเพาะอาหารและลำไส้ของคุณมีความร้อนมาก ทำให้เกิดการอักเสบของถุงน้ำดี ความร้อนในระบบลำไส้สูง ทำให้เสียน้ำเรื้อรัง ขาดน้ำหล่อเลี้ยงลำไส้ ยิ่งคุณกินอาหารที่มีรสเผ็ดจัด อุจจาระก็จะแห้งและแข็งมากขึ้น ถึงแม้ว่าอาการถุงน้ำดีอักเสบจะดีขึ้นแล้ว แต่ภาวะน้ำในลำไส้ยังไม่ได้รับการเสริมเพียงพอ จึงยังทำให้คุณมีภาวะท้องผูกต่อเนื่องมากกว่าเดิม หมอจะจัดยาสมุนไพรให้ เป็นยาขับความร้อนและบำรุงธาตุน้ำในร่างกายไปกิน คุณควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด เหล้า บุหรี่ กินผักผลไม้ให้มาก ๆ และพยายามขับถ่ายให้เป็นเวลาจนเป็นนิสัย อาการท้องผูกของคุณจะค่อย ๆ ดีขึ้น"

ภาวะท้องผูกเป็นอาการที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน มีหลายสาเหตุ การใช้ยาระบายหรือยาถ่าย ต้องระมัดระวังในผู้ป่วยที่ท้องผูกจากภาวะการอักเสบในช่องท้อง หรือกระเพาะ หรือลำไส้ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ไทฟอยด์ ลำไส้อักเสบ รวมทั้งกรณีที่มีการอุดตันของลำไส้ ลำไส้ทะลุ หรือมีเลือดออก หรือผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องรุนแรงหรืออาเจียน ซึ่งต้องหาสาเหตุที่แน่นอน การใช้ในผู้สูงอายุหรือคนที่มีร่างกายอ่อนแอต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ภาวะท้องผูกที่จะกล่าวต่อไป เป็นภาวะท้องผูกเรื้อรังที่ไม่ได้มีโรคเฉียบพลันเป็นต้นเหตุโดยตรง ในทัศนะแพทย์แผนปัจจุบันจะใช้ยาที่มีฤทธิ์หลัก ๆ ๓ อย่างด้วยกัน คือ

๑. ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
๒. ยาเพิ่มปริมาณน้ำในลำไส้
๓. ยาที่ช่วยหล่อลื่นลำไส้

แต่ในทัศนะแพทย์จีนมักจะวิเคราะห์แยกโรคดังภาวะสมดุลของร่างกายเป็นหลัก และให้การรักษาอาการท้องผูก ร่วมกับสร้างสมดุลภายในของร่างกาย โดยสาเหตุใหญ่ ๆ แบ่งได้ ๒ ลักษณะ ซึ่งประกอบไปด้วย

๑. ลักษณะแกร่ง ได้แก่ แบบร้อน และแบบพลังอุดกั้น
๒. ลักษณะพร่อง ได้แก่ แบบเย็น (หยางพร่อง)  แบบพลังพร่อง และแบบเลือดพร่อง

ท้องผูกเป็นภาวะการทำงานผิดปกติของลำไส้ใหญ่ ทำให้การถ่ายอุจจาระไม่คล่อง โดยทั่วไป ๓ - ๕ วัน บางครั้ง ๗ - ๘ วัน ถึงจะถ่ายอุจจาระสักครั้ง (บางรายนานถึงครึ่งเดือน) ก้อนอุจจาระมักมีลักษณะแห้งและแข็ง หรือบางครั้งอาจจะไม่แข็ง แต่ก็ถ่ายลำบาก ถ้าการถ่ายอุจจาระ ๒ - ๓ วันต่อครั้ง อุจจาระอาจแข็งแต่การถ่ายไม่ลำบาก ไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติ

 

การทำงานของลำไส้ใหญ่ในความหมายของแพทย์แผนจีน และแผนปัจจุบัน

แพทย์แผนจีน เนื่องจากท้องผูกเกี่ยวพันกับการทำงานโดยตรงของลำไส้ใหญ่ แต่ยังมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับระบบการย่อยและดูดซึมอาหารของม้าม และหน้าที่ใน การกระจายและลำเลียงสารอาหารสู่ด้านล่างของปอด การให้ความอบอุ่นหรือพลังไฟของไต ความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ ปอด ม้าม ไต จึงมีผลกระทบให้เกิดภาวะท้องผูกได้

แพทย์แผนปัจจุบัน เมื่ออาหารที่กินเข้าสู่กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กก็จะย่อยและดูดซึมอาหารส่วนที่ดีเข้าสู่ร่างกาย ส่วนที่เสียหรือเป็นกากจะถูกส่งไปที่ลำไส้ใหญ่ก่อตัวเป็นอุจจาระ กระบวนการก่อตัวเป็นอุจจาระจะใช้เวลา ๒๔ - ๔๘ ชั่วโมง ถ้ามีเหตุปัจจัยที่มาทำให้กระบวนการทำงานของกระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ หรือลำไส้เล็กผิดปกติ ทำให้อุจจาระตกค้างนานเกินไป จะทำให้มีการดูดซึมน้ำกลับจากลำไส้ใหญ่ ก็จะทำให้อุจจาระเป็นก้อนแข็งแห้งจนเกิดภาวะท้องผูก

สาเหตุที่พบบ่อย ๆ คือ จากภาวะความเคยชิน นิสัยการถ่าย การทำงานของประสาทที่มาเลี้ยงลำไส้ใหญ่ผิดปกติ การอักเสบของลำไส้ ขณะฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย ร่างกายอ่อนแอ การขาดกำลังเบ่ง การกินยารักษาโรคหรืออาหารบางชนิด

 

ที่มา หมอชาวบ้าน

Recent Post

1-copy2-copy3-copy4-copy5-copy6-copy