“จุลินทรีย์” ตัวช่วยพิชิตโรค “ท้องเสีย-ท้องผูก” ของลูกน้อย

"เรื่องกิน" เป็นเรื่องที่คู่กับเด็กตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะเด็ก ๆ ช่วง 2 - 3 ขวบ ที่เป็นวัยกำลังกินกำลังนอนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับอาหารที่มีประโยชน์ และต้องยอมรับว่า เมื่อใดที่กินก็ต้องมีการขับถ่าย แต่ถ้ากินอาหารที่ไม่มีประโยชน์แล้ว นอกจากจะไม่ได้รับสารอาหารที่จะนำไปเสริมสร้างด้านการเจริญเติบโตของเด็ก ๆ แล้ว ก็อาจส่งผลให้เกิดโรคท้องเสีย - ท้องผูกในเด็กได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจไม่ทันได้สังเกตความผิดปกติของลูกหรือบางคนก็ปล่อยปละละเลยโรคอันตรายนี้ที่อาจจะมาทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

image
รศ. น.ท. นพ. ชิษณุ พันธุ์เจริญ

"รศ. น.ท. นพ. ชิษณุ พันธุ์เจริญ" กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็กเล็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า เด็กวัย 2 - 3 ขวบเป็นวัยที่มีโอกาสเสี่ยงต่ออาการท้องเสียมาก เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของเด็กในวัยนี้ยังไม่แข็งแรง และเริ่มจะรับประทานอาหารที่เหมือนกับผู้ใหญ่ และเด็กบางคนอาจจะไม่ได้รับนมแม่ ทำให้มีปัญหาเรื่องท้องผูก เพราะไม่ได้รับกากใยอาหารในปริมาณที่เพียงพอ อีกทั้งยังถือว่าเป็นวัยที่เด็กกำลังก้าวย่างเข้าสู่วัยซุกซน โดยจะมีพฤติกรรมทั้งการดูดนิ้ว อมนิ้ว หรือคว้าสิ่งของอะไรได้ก็หยิบเข้าปาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้ง่าย และบางครั้งอาจรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ฉะนั้น การดูแลเรื่องสุขอนามัยเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเด็กในวัยนี้ กุมารแแพทย์ท่านนี้แนะวิธีการดูแลลูกน้อยให้ห่างไกลจากโรคท้องเสียและท้องผูกว่า คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจเรื่องความสะอาดเกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูก ส่วนเรื่องการรับประทานอาหารและนม ควรเลือกประเภทที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ประกอบอยู่ด้วย เพราะมันมีบทบาทสำคัญมากในกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในระบบทางเดินอาหารของเด็กนอกจากนั้นเด็กที่กินนมแม่คงจะไม่ค่อยพบปัญหาดังกล่าว แต่สำหรับเด็กที่หย่านมแม่เร็วเกินไป คุณแม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์นมที่มีส่วนผสมของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หรือโพรไบโอติกและใยอาหารจากธรรมชาติหรือพรีไบโอติก ที่สามารถย่อยเป็นน้ำตาลได้ หรืออาจจะทดแทนด้วยอาหารประเภทผลไม้ และโยเกิร์ตที่ไม่มีรสชาติที่หวานเกินไป

"การที่เด็กรับประทานอาหารหรือนมที่มีส่วนผสมของโพรไบโอติกและใยอาหารจากธรรมชาติหรือพรีไบโอติก จะสามารถย่อยเป็นน้ำตาลที่นำไปใช้เป็นพลังงานได้ แต่การได้รับพรีไบโอติกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะใยอาหารธรรมชาติจะกลายเป็นอาหารของจุลินทรีย์ทั้งดีและไม่ดี ดังนั้น เด็กควรได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เพื่อสร้างกระบวนการป้องกันโรคท้องเสียและท้องผูกได้อย่างสมบูรณ์"

อาหารที่มีจุลินทรีย์เป็นส่วนประกอบ (บน), "แล็กโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ และบิฟิโดแบคทีเรียม ลองกัม (ล่าง)
อาหารที่มีจุลินทรีย์เป็นส่วนประกอบ (บน), "แล็กโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ และบิฟิโดแบคทีเรียม ลองกัม (ล่าง)

ส่วนคุณประโยชน์จุลินทรีย์นั้น "ดร. นพวรรณ ชินะโชติ" ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและจุลชีววิทยา และผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนการผลิตเพื่อธุรกิจ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ได้ให้ความรู้ว่า จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หรือที่เรียกว่า "โพรไบโอติก" นั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งจากการศึกษาและวิจัยค้นพบว่ามีจุลินทรีย์ที่สามารถป้องกันโรคท้องเสียและท้องผูกในเด็กได้ คือ "แล็กโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ และบิฟิโดแบคทีเรียม ลองกัม ถ้านำจุลินทีย์ทั้ง 2 สายพันธุ์นี้มารวมกันจะได้จุลินทรีย์ตัวใหม่ที่มีประโยชน์ ชื่อว่า "L-PROTEXTUS"

"บิฟิโดแบคทีเรียม ลองกัม เป็นจุลินทรีย์ที่สามารถพบได้ในนมแม่ มีความสามารถทนต่อความเป็นกรดในกระเพาะอาหารและน้ำดี ส่วนแล็กโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ มีความสามารถในการเกาะผนังลำไส้ได้ดีกว่าจุลินทรีย์ตัวอื่นๆ นอกจากนั้นยังสามารถพบได้ในอาหารประเภทมักดองอีกด้วย ซึ่งเมื่อนำมารวมกันกลายเป็น L-PROTEXTUS จะช่วยสร้างกรดและสารที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ไม่ดี ทำให้จุลินทรีย์ตัวไม่ดีไม่สามารถยึดเกาะและเจริญเติบโตได้สะดวก และช่วยปรับความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระบบทางเดินอาหารให้ดีขึ้น ส่งผลให้มีระบบการขับถ่ายดีขึ้นตามด้วย ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ขับถ่ายปกติหรือเด็กที่มีอาการท้องผูกก็ตาม" ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและจุลชีววิทยา อธิบาย

ในขณะเดียวกัน ดร.นพวรรณ อธิบายต่อให้เห็นภาพอย่างง่ายๆ ว่า L-PROTEXTUS ยังสามารถช่วยปรับปรุงการทำงานของลำไส้ ช่วยลดอาการไม่สบายท้อง ลดอาการแปรปรวนในลำไส้ ช่วยเพิ่มปริมาณของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ หากมีการใช้ยาปฏิชีวนะ และลดอาการท้องเสียจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เพราะหลักในการทำงานของจุลินทรีย์สายพันธุ์ดังกล่าวจะเข้าไปเกาะตามผนังของลำไส้ และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแย่งพื้นที่ของจุลินทรีย์ตัวไม่ดีที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสียและท้องผูกให้หลุดออกไปตามธรรมชาติ จนเหลือแต่จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และยังช่วยในกระบวนการปรับของเสียในร่างกายให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดแล้ว การเลือกอาหารที่มีประโยชน์สามารถป้องกันโรคท้องเสีย-ท้องผูกให้กับลูกได้ และเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับเด็กๆ วัยเตาะแตะ เพราะเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ควรใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้กับลูก และคอยสังเกตอาการผิดปกติในการขับถ่ายของลูกด้วย เพื่อป้องกันโรคท้องเสีย-ท้องผูกมาทำร้ายลูกน้อยกันคะ

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก MGR Online

Recent Post

 

1-copy2-copy3-copy4-copy5-copy6-copy